มะนาว เว็บไซต์สาระดีๆ วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ การเดินทาง

มะนาว เว็บไซต์สาระดีๆ วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ การเดินทาง

มะนาว เว็บไซต์ที่รวบรวมสาระดีๆจากทั่วทุกมุมโลก จากประสบการณ์ เรื่องราววัฒนธรรม ต่างแดน ไลฟ์สไตล์ การเดินทาง เที่ยว ดื่ม กิน แฟชั่น บันเทิง เรียนภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ และเรื่องน่ารู้อีกมากมายที่มาอัพเดทให้คุณทุกวัน

โรคอารมณ์สองขั้ว หรือ ไบโพล่าร์ (Bipolar disorder) มีสาเหตุมากจากความผิดปรกติของสารในสมอง ผู้ป่วยจะมีอารมณ์เดี๋ยวดี เด๊่ยวร้ายแล้วจะรับมือกับผู้ป่วยโรคนี้อย่างไรดี

ไบโพลาร Bipolar โรคอารมณสองขว


เคยอยู่ดีๆ แล้วรู้เศร้าจับใจ หรือไม่ก็มีความสุขแบบสุดขั้วหรือไม่?  ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกคนอาจจะเคยมีอารมณ์แบบนี้ แต่มันจะแปลกตรงที่อารมณ์ทั้ง 2 แบบนี้เรารู้สึกไปพร้อมๆ กัน หรือที่เรียกว่าอารมณ์แปรปรวนสุดขั้ว ศัพท์ทางวิชาการเรียกว่า ไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้ว 

โรคไบโพล่าร์ คืออะไร

โรคอารมณ์สองขั้ว หรือหลายๆคนรักกันดีในชื่อไบโพลาร์ ซึ่งคำว่า " Bipolar " นั้นมาจากคำว่า “bi” ที่มีความหมายคือ สอง และคำว่า polar ซึ่งมีความหมายว่า "ขั้ว" ดังนั้นเมื่อนำทั้ง 2 คำนี้มารวมกันก็จะกลายเป็น อารมณ์สองขั้ว หรือโรคอารมณ์สองขั้วนั่นเอง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีลักษณะของอารมณ์และบุคคลิกที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ และในบางครั้งก็จะอารมณ์ดี สดชื่น แจ่มใส แต่พอสักพักก็จะรู้สึกหดหู่ เศร้าใจ จนน่าประหลาดใจ 

เป็นโรคที่สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย พออายุมากขึ้นก็อาจจะเป็นน้อยลง พบว่าคนไทยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร โดยอาการที่แสดงออกมาในครั้งแรกๆนั้นจะสามารถแสดงออกมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น พบมากในช่วงอายุ 16-29 ปี แต่อาการของโรคอาจจะยังปรากฏไม่ค่อยชัดเจนท่าไหร่ เพราะในช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูง จึงทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ต้องใช้เวลานานอยู่พอสมควร หรือบางครั้งอาจจะยาวนานเป็น 10 ปี จึงจะสามารถสังเกตอาการที่แน่ชัดได้ 

สาเหตุของโรค 
โรคไบโพลาร์นั้นมีผลมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดต่อๆกันมา หรืออาจจะเกิดจากสารสื่อประสาทที่อยู่ในสมองไม่สมดุลกัน คือการที่สมองของเรานั้นมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารเซโรโทนิน (Serotonin) มีอยู่น้อยจนเกินไป หรือมีสารนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) อยู่มากเกินไป นอกจากนั้นก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก อาทิ การที่เรามีความเครียดสะสม หรือมีการใช้ยาหรือสารเสพติดจำนวนมากจนเกินไปนั่นเอง แต่สาเหตุหลักคือสารสื่อประสาทไม่สมดุลกัน แล้วความเครียดไปกระตุ้นให้มีอาการที่รุนแรงขึ้น

อาการของโรคไบโพลาร์
ลักษณะอาการของโรคอารมณ์สองขั้ว จะเป็นอาการของคนที่มีอารมณ์หรือพฤติกรรมนั้นเปลี่ยนแปลง ผิดปรกติไปจากเดิมโดยหาสาเหตุไม่ค่อยได้ โดยสามารถแบ่งเป็น 2 ช่วงอารมณ์ด้วยกัน คือ

1. ช่วงอารมณ์ซึมเศร้า หดหู่ โดยในช่วงนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายจนไม่อยากทำอะไรเลย หรือบางครั้งก็อาจจะร้องไห้ออกมาโดยไม่มีสาเหตุ ในบางครั้งก็จะรู้สึกหงุดหงิด โมโหได้ง่ายโดยไม่มีสาเหตุ นอนไม่หลับและที่สำคัญผู้ป่วยที่มีอาการเช่นนี้มักจะมีความคิดที่พยายามจะทำร้ายตัวเองอยู่บ่อยครั้ง หรือบางครั้งก็อาจจะคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตจากการคิดฆ่าตัวตายของโรคนี้มากถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

2. ช่วงที่อารมณ์ดี คึกคักเกินกว่าปกติ (Mania depression) ในบางครั้งที่ผู้ป่วยโรคนี้กำลังรู้สึกอารมณ์ดี ก็จะเป็นคนที่พูดเก่งหรือพูดไม่หยุด และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนมาขัดก็จำให้รู้สึกไม่พอใจและโมโหได้ง่ายๆ จนบางครั้งอาจแสดงอาการก้าวร้าวออกมาได้ และอารมณ์เช่นนี้ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยคิดฆ่าตัวตายได้เช่นกัน 

แนวทางการรักษา 
โรคไบโพลาร์นั้นสามารถรักษาโดยเป็นการบรรเทาอาการให้น้อยลงเท่านั้น เพราะโรคนี้ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ เมื่อเรารู้หรือเริ่มสงสัยว่าเป็นโรคนี้  ก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญทันที เพื่อที่แพทย์จะได้ทำการวินิจฉัยโรคนี้และหาวิธีรักษาได้อย่างถูกวิธี  เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคของสารเคมีในสมอง การรักษาหลักต้องใช้ยา ซึ่งแพทย์อาจจะให้ตัวยาที่สามารถช่วยควบคุมอารมณ์ หรือระงับสติอารมณ์ได้ในระดับหนึ่ง เช่น ลิเทียม (Lithium) วาลโปรเอท (Valproate) รวมไปถึงยาแก้โรคซึมเศร้า (Antidepressants) เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยที่รับประทานตัวยาจำพวกนี้ติดต่อกันเป็นประจำ จะช่วยให้หายจากอาการที่เป็นอยู่ในเวลา 2-8 สัปดาห์หากเป็นไม่มาก 

สำหรับคนไข้ที่ไม่มีการตอบสนองต่อยา ก็อาจจะมีการรักษาด้วยไฟฟ้า กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมอง ช่วยปรับเรื่องสารเคมีในสมอง นอกจากนี้แล้วตัวเราเองก็สามารถดูแลสภาพจิตใจของเราด้วยการทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลาย คิดบวก หากเป็นไปได้ก็ให้นั่งสมาธิเพื่อรู้จักและควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้นั้นเอง รวมถึงการระมัดระวัง ห้ามนอนน้อย ห้ามดื่มเหล้า และหากมีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจก็จะสามารถกลับมาเป็นได้อีก การรับมือของคนในครอบครัว ควรจะเข้าใจผู้ป่วย เวลาอยู่ในช่วงซึมเศร้าก็ควรให้กำลังใจ พาออกไปทำกิจกรรมต่าง แต่ถ้าอยู่ในช่วงที่อารมณ์ดี คึกคักเกินกว่าปกติ ก็ต้องคอยเตือนเรื่องสิ่งกระตุ้นอาการของโรค คอยเตือนเรื่องเงิน  เพราะผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงนี้มีแนวโน้มว่าจะใช้จ่ายเยอะ